I Phuak Baa Running Gang

ตระหนกก่อนออกไปวิ่ง โดยหมอ ห่าย

  


เช้าเมื่อวานมีงานวิ่งงานหนึ่งในหาดใหญ่ ที่จัดวิ่งในบริเวณใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในระหว่างการวิ่งมีนักวิ่งที่หมดสติและหัวใจหยุดเต้นในระหว่างการแข่งขัน แต่โชคดีที่ได้รับการช่วยเหลืออย่างรวดเร็วจากนักวิ่งที่เป็นแพทย์และพยาบาล จนทำให้นักวิ่งรายนี้รอดชีวิต กลับมาจนเกือบเป็นปกติได้

เหตุการณ์นี้เป็นที่ตื่นตระหนกของนักวิ่งในหาดใหญ่จำนวนหนึ่ง น้องนักวิ่งที่รู้จักกัน เลยอินบ็อกซ์มาขอให้ผมให้ความรู้ผ่านทาง social media ในเหตุการณ์เหล่านี้ได้หรือไม่ ขอแยกเป็นข้อๆเลยละกันนะครับ

1. อุบัติการณ์การเกิดหัวใจหยุดเต้นในระหว่างการวิ่งเจอบ่อยไหม

ตอบ จากที่เราทบทวนข้อมูลในต่างประเทศที่มีอยู่บ้าง พบว่าโอกาสเกิดหัวใจหยุดเต้นในระหว่างการแข่งขันการวิ่งเกิดขึ้นได้ประมาณ 1:100,000 ครั้งของการวิ่ง และโอกาสเสียชีวิตในระหว่างการแข่งขันยิ่งน้อยกว่าเกิดได้ประมาณ 1:250,000 ครั้งของการวิ่ง มีข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่าระยะทางของการวิ่งมีความสัมพันธ์กับโอกาสการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น แปลว่าความทนทาน หรือ endurance มีความสัมพันธ์กับการเกิดภาวะดังกล่าว

2. สาเหตุของหัวใจหยุดเต้นในระหว่างการวิ่งเกิดจากอะไร

ตอบ ในผู้ที่มีหัวใจหยุดเต้นระหว่างการวิ่ง มักจะต้องมีอาการนำมาก่อนหรือมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นมาก่อน โอกาสที่จะเกิดโดยไม่ทราบสาเหตุหรือไม่มีความเสี่ยงมาก่อนเลย เกิดขึ้นน้อยมากหากเกิดจากความผิดปกติของหัวใจ

สาเหตุที่พบบ่อยของนักวิ่งที่มีหัวใจหยุดเต้นระหว่างการวิ่งเกิดจาก หลอดเลือดหัวใจอุดตัน กล้ามเนื้อหัวใจที่มีการหนาตัวแบบผิดปกติ และการเต้นผิดปกติของหัวใจ ซึ่งสาเหตุทั้ง 3 เหล่านี้เกิดขึ้นได้ในนักวิ่งที่มี เพศ ต่างกัน อายุแตกต่างกัน มีความเสี่ยงแตกต่างกัน ตัวอย่างจากนักวิ่งที่ประสบเหตุในเมื่อวานนี้ พบว่าเขามีโรคความดันโลหิตสูงมานานแล้ว และได้รับการรักษาแบบไม่สม่ำเสมอ ควบคุมความดันโลหิตไม่ได้ดี ซึ่งน่าจะเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ

ส่วนสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ heatstroke ความผิดปกติของสมดุลเกลือแร่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมในระหว่างการวิ่ง และการดูแลตัวเองของนักวิ่งในระหว่างการวิ่งมากกว่า

3. ควรตรวจร่างกายอะไรบ้างก่อนจะมาวิ่ง

ตอบ คำแนะนำส่วนใหญ่มักจะแนะนำให้ผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ควรที่จะมีการตรวจร่างกายระบบหัวใจก่อนที่จะออกกำลังกายอย่างหนัก หรือทำการแข่งขัน

จากสาเหตุข้างต้นที่พบว่าหลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดในกลุ่มอายุที่มากกว่า 35 ปี โอกาสเสี่ยงที่สำคัญคือโรคประจำตัวเช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ดังนั้นในผู้ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ควรที่จะได้รับการตรวจเลือดเพื่อหาระดับน้ำตาลในเลือดระดับไขมันในเลือด วัดความดันโลหิต และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจก่อนที่จะมาทำการแข่งขัน หรือถ้ามีความเสี่ยงดังกล่าวควรจะต้องได้รับการตรวจหัวใจเพิ่มเติมเช่นการตรวจ echocardiogram การวิ่งสายพาน หรือแม้แต่การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีอาการที่เข้าได้กับหัวใจขาดเลือดในระหว่างการทดสอบดังกล่าว

สำหรับนักวิ่งที่มีอายุน้อยกว่า 35 ปี และไม่มีความผิดปกติหรืออาการแสดงอะไรก็อาจจะไม่มีความจำเป็นในการตรวจเหล่านี้

อย่างไรก็ตามการตรวจร่างกาย หรือการตรวจระบบหัวใจหรือหลอดเลือดเป็นการตรวจเพื่อลดความเสี่ยงอาจจะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่อย่างน้อยทำให้นักวิ่งมีความสบายใจมากขึ้นที่จะออกกำลังกายอย่างเต็มที่

ถามว่าผมตรวจไหม ผมเข้ารับการตรวจแทบทุกอย่างที่บอกมาครับ เพื่อความสบายใจที่จะออกกำลังอย่างเต็มที่ตามเป้าหมายของตัวเอง

4. ป้องกันอย่างไร

ตอบ นอกจากการคัดกรองที่ได้พูดไปแล้วก่อนหน้านี้ วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดคือการฝึกซ้อมเพื่อให้ร่างกายมีความทนทาน หัวใจมีความแข็งแรง และระหว่างการฝึกซ้อมจะช่วยให้เราสังเกตอาการของตนเองได้ดีขึ้นถึงความผิดปกติเช่น อาการแน่นหน้าอก อาการหอบเหนื่อย อาการหน้ามืดวิงเวียน

ประเด็นต่อมาคือ ซ้อมมาอย่างไรในการแข่งขันก็ควรจะวิ่งแบบนั้น จริงอยู่ในที่ในการแข่งขัน บรรยากาศในการแข่งขันมักจะทำให้เรารู้สึกสนุก ตื่นเต้นและท้าทาย การฟังเสียงตัวเองจับสัญญาณความผิดปกติของตัวเองในระหว่างการวิ่งคงเป็นสิ่งที่สำคัญที่ควรจะระลึกไว้เสมอ หากมีความรู้สึกที่ผิดปกติ หรืออาการที่ผิดปกติในระหว่างการแข่งขันควรจะหยุดพักและประเมินอาการตัวเอง หากคิดว่าไม่ปลอดภัยควรจะหยุดการแข่งขันและพบแพทย์หรือที่โรงพยาบาลที่การแข่งขันจัดไว้ให้ อย่าลืมงานวิ่งมีหลายงาน การที่หยุดแข่งขันในงานนี้ ก็ยังมีอีกหลายงานให้เราร่วมได้

5. การช่วยเหลือเบื้องต้นทำอย่างไร

ตอบ การช่วยเหลือผู้ที่มีหัวใจหยุดเต้นด้วยการกดนวดหัวใจ แล้วกระตุกหัวใจด้วยไฟฟ้าผ่านเครื่อง AED เป็นกระบวนการรักษาที่สำคัญที่สุดในเบื้องต้นที่นักวิ่งทุกคนควรจะต้องเรียนรู้ และสามารถฝึกปฏิบัติได้ด้วยตนเองในการช่วยเหลือเพื่อนนักวิ่งด้วยกัน มีข้อมูลที่น่าสนใจพบว่าผลการทำ CPR ในผู้ป่วยที่หมดสติในระหว่างการวิ่ง มีผลลัพธ์ที่ดีกว่าผลการทำ CPR ในผู้ป่วยทั่วไปถึงประมาณ 2-3 เท่า หมายความว่าโอกาสรอดชีวิตมากกว่าอย่างชัดเจน

ปัจจัยต่อโอกาสรอดชีวิตที่สำคัญที่สุดคือ การเข้าถึงการทำ CPR อย่างรวดเร็ว และถูกต้องภายใน 3-5 นาทีแรกหลังจากหัวใจหยุดเต้น ดังนั้นนักวิ่งทุกคนควรจะต้องรู้วิธีการดูแลเบื้องต้นในผู้ป่วยที่หัวใจหยุดเต้น และควรฝึกการนวดหัวใจให้ถูกต้อง ในปัจจุบันมีหลายกลุ่มที่จัดสอนการนวดหัวใจอย่างถูกต้องให้กับประชาชนทั่วไปลองติดต่อมาสอนกันดูก็ดีนะครับ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้อาจจะดูน่ากลัวและเป็นที่ตื่นตระหนกสำหรับนักวิ่งหลายๆคน โดยส่วนตัวผมอยากให้ทุกคน “ตระหนักรู้มากกว่าตื่นตระหนก” นะครับ เมื่อเราชั่งน้ำหนักถึงประโยชน์และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการออกกำลังกายแล้ว เราเชื่อว่าประโยชน์จากการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ มันมากกว่าความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นมากเลยครับ

สุดท้ายแม้ว่าการตรวจคัดกรองจะมีความสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดของนักวิ่งคือการรู้ตัวเอง การจับความรู้สึกของร่างกายตนเองระหว่างการแข่งขันคงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุด ขอเน้นย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าในระหว่างการวิ่งในระหว่างการแข่งขันหากมีความรู้สึกว่าตนเองผิดปกติ ควรจะหยุดทำการแข่งขันและปรึกษาทีมแพทย์และพยาบาลประจำสนามทันที และที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือเรามาเรียนรู้การฝึกการทำ CPR พื้นฐานกันเถอะ

ขอขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงตรงนี้ยาวไปหน่อยแต่หวังว่าน่าจะมีประโยชน์นะครับ

หมอห่าย

Comment about the matter : ตระหนกก่อนออกไปวิ่ง โดยหมอ ห่าย